วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

รู้สึก...ชอบเพลงนี้ เชือกคลายเกลียว - เทียรี่ เมฆวัฒนา


วันนี้...นั่งฟังเพลงนี้ไป..??????????

เชือกคลายเกลียว

ศิลปิน : เทียรี่ เมฆวัฒนา

..ดนตรี..
    .เกลียวเชือกมันคลาย  ปลายมันแยกจากกัน สัมพันธ์ ก็ไม่จีรังยั่งยืน
ความหมาย พังทลายลงครืน เก็บซ่อนความขมขื่น  กล้ำกลืนเสยซากความช้ำ
   .เลยล่วงวันวาน  เพียงผ่านพ้นเรื่อยไป  นิยาย เรื่องสั้นรันทดจดจำ
ถากถาง โดนเหน็บแนมทิ่มตำ  เจ็บปวดทุกถ้อยคำ  ไม่รู้จะทำทำไม
   *.อยากจะวิ่ง ทวนเข็มนาฬิกา  กลับย้อนเวลา เพื่อรักษาดูแลแก้ไข
ถักทอใยรัก พันเกลียวเกาะเกี่ยวสายใจ ต้องสูญเสียไป  เพราะไม่ให้ความสำคัญ
   .ต่างโทษต่างฉัน คำสองคำก็สองคน ร้อนรน  ต่างคนประชดประชัน
ไม่เหลือ ความหวังดีให้กัน  ผ่านเลยคืนข้ามวันเชือกนั้นมลายคลายเกลียว
..ดนตรี..*

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เกลียดพวกทุจริตคอรัปชั่น..บ่อนทำลายประเทศชา่ติ



    
      ............รูปแบบของการทุจริตคอรัปชั่น รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนในปัจจุบัน
            การทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทยหากดูจากภาพลักษณ์การคอรัปชั่น (Corruption perception index) ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสระว่างประเทศ (Transparency International) สำรวจจากทัศนะหรือการมองภาพจากกลุ่มนักธุรกิจและประชาชนนทั่วไปเป็นประจำทุกปี ก็อยู่ในเกณฑ์สูงกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่เพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย อย่างสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลงนัก เช่น ปี พ.ศ.2545 ไทยได้คะแนน 3.2 (จากคะแนนเต็ม 10) อยู่ในลำดับที่ 64 จากประเทศทั้งหมด ในปี พ.ศ.2548 ไทยได้คะแนน 3.8 อยู่ในลำดับที่ 61 เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ไทยมีภาพลักษณ์การคอรัปชั่นค่อนข้างสูง แต่ที่คะแนนและลำดับดีขึ้นนิดหน่อยในช่วงปี พ.ศ.2545-2548 เพราะดัชนีนี้วัดเรื่องการคอรัปชั่นแบบเก่า เช่น รับสินบน ไม่ได้ครอบคลุมเรื่องปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่นักธุรกิจอาจจะไม่ค่อยสนใจ หรือไม่ได้ตระหนักรับรู้มากขึ้น ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทยทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ ส่วนใหญ่เกิดมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีลักษณะผูกขาดอำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยที่มีทั้งทุนความรู้ อำนาจทางการเมือง อำนาจในการครอบงำข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน การศึกษาต่ำ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่ำ อยู่อย่างกระจัดกระจาย มีการรวมตัวกันน้อย รวมทั้งประเทศไทยมีวัฒนธรรมแบบเล่นพรรคเล่นพวก เป็นผู้ชอบอยู่ใต้ความอุปถัมภ์ หวังพึงพาคนที่รวยกว่า หรือมีอำนาจมากกว่าที่ให้มาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องๆ ให้กับตนได้ มากกว่าที่จะเข้าใจเรื่องสิทธิหน้าที่ของพลเมืองและความเป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจหากรู้จักแบ่งให้ผู้อยู่ให้อุปถัมภ์ด้วยมักถูกถือว่าเป็นเรื่องปกติ
แม้ประเทศไทยจะมีปัญญาชนผู้มีการศึกษาจำนวนหนึ่งที่น่าจะรู้เท่าทันนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นได้พอสมควร แต่ส่วนใหญ่พวกเขามักจะมีท่าทีแบบมุ่งทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตนมากกว่าที่จะเป็นพลเมืองดีที่สนใจการมีบทบาททางการเมือง เช่น การตรวจสอบรัฐบาล คนชั้นกลางไทยที่คิดในเชิงมุ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตน มักจะใช้แนวคิดว่า นักการเมืองก็มักโกงกันทุกฝ่าย ดังนั้นหากใครโกง แล้วทำงานเก่ง ทำให้เศรษฐกิจโตก็ถือว่าพอรับได้ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างการสำรวจทัศนคติของประชาชน โดยสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2548 พบว่า คนไทยมีความอดทนต่อการทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มมากขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2544 โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม 32.8% ตอบว่า สามารถทนต่อปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลได้ โดยอ้างว่า เพื่อให้งานลุล่วงต่อไปได้
นี่ขนาดเป็นการทุจริตคอรัปชั่นรูปแบบที่พอเห็นได้ชัด แต่ถ้าเป็นรูปแบบการหาผลประโยช์ทับซ้อน ที่ไม่ผิดกฏหมายและเห็นได้ยาก ประชาชนไทยยังไม่ตระหนักหรือไม่ถือว่า เป็นการทุจริตคอรัปชั่นด้วยซ้ำ การขาดความรู้และความตระหนักว่า ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นทำให้ประเทศชาติสมัยใหม่เสียหายอย่างไร มีส่วนส่งเสริมให้ปัญหาการคอรัปชั่นในประเทศไทยขยายตัวได้มากขึ้น เพราะภาคประชาชนอ่อนแอ ขณะที่ภาคนักธุรกิจการเมืองทีมีอำนาจเข้มแข็งขึ้น ทั้งอำนาจทางธุรกิจ อำนาจทางความรู้ และสามารถหาประโยชน์อย่าพลิกแพลงรูปแบบต่างๆมากมาย
รูปแบบของการทุจริตคอรัปชั่น รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนในปัจจุบัน มีอย่างน้อยที่สุด 15 แบบ คือ
1. การแสวงหค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เช่น การผูกขาด การให้สัมปทาน และการเรียกเก็บส่วนแบ่งอย่างผิดกฎหมาย โดยการสร้างการขาดแคลนเทียม เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำตาล
2. เครพโตเครซี (Kleptocracy ) เป็นการฉกฉวยทรัพยากรของรัฐมาเป็นของครอบครัวและอาจกระทำโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
3. การมีผลประโยชน์ทับซ้อน สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลได้ผลเสียส่วนตัว และผลดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ หรือการกระทำหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรม
4. การใช้อิทธิพลทางการเมืองหาผลประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ (ปั่นราคาหุ้นตัวเอง)
5. ปกปิดการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง การปิดบังข้อมูลและให้การเท็จ เช่น การทุจริตกรณีลำไยและกล้ายาง
6. การใช้นโยบาย กฏหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆอย่างมีอคติและลำเอียง (เช่น กรณี CTX และการตรวจสอบคุณภาพข้าว)
7. การใช้อิทธิพลทางการค้า แสดงบทบาทเป็นนายหน้าหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน จากกาค้าต่างตอบแทน การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า เช่น การแลกไก่กับเครื่องบินรบของรัสเซีย
8. การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางมิชอบ การปลอมแปลงเอกสาร การฉ้อฉล การใช้กองทุนของรัฐ ไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น การใช้ธนาคารของรัฐในโครงการประชานิยม
9. ไม่กระทำการตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา แต่ใช้ลัทธิพรรคพวกแทน เช่น การจัดฮั้วประมูล
10. การให้และการรับสินบน การขู่เข็ญบังคับและการให่สิ่งล่อใจ
11. การยอมรับของขวัญที่ไม่ถูกต้อง เช่น เช็คของขวัญมูลค่าสูง และสินบนมูลค่าสูง
12. ผู้บริหารประเทศทำตัวเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของประเทศ ดดยการใช้นโยบายประชานิยม (นักการเมืองให้เงินทอง หรือสิ่งของของรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน)
13. ใช้อำนาจของตำรวจ ทหาร และข้าราชการในทางที่ผิด (ข่มขู่ คุกคามและทำร้ายให้เกิดความเกรงกลัวในการชุมนุมประท้วงนโยบายรัฐบาลและในการเลือกตั้ง)
14. ทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งการซื้อเสียงและการทุจริตด้วยวิธีการต่างๆ
15. การบริจาคเพื่อช่วยเหลือการรณรงค์ที่ผิดกฎหมาย (การบริจาคให้แก่นักการเมืองและพรรคการเมืองรัฐบาล เพือที่จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและการออกกฎหมายของรัฐบาล) (สังศิต พิริยะรังสรรค์. “คอรัปชั่นที่คุณทักษิณไม่เคยรู้จัก“ , กรุงเทพธุรกิจ. 12 มกราคม 2549.)

ที่มา นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ
 :
การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest)
วิทยากร เชียงกูล
ISBN 974-449-285-6

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ต่างกันในความคิด

คิดต่าง
          คน เรามีสิ่งที่เหมือนกันและคล้ายคลึงกันหลายประการ แต่ในความเหมือนหรือความคล้ายคลึงกันก็จะมีความแตกต่าง แฝงอยู่ด้วยหลายประการเช่นกัน คนเราเกิดมาก็คือคนเหมือน กัน หากพิจารณาจากเชื้อชาติ วัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถแยกความแตกต่างของคนออกเป็นกลุ่มๆ ได้ นอกจากนี้ ความแตกต่างของคนยังสามารถแยกได้เป็น รายบุคคลตามลักษณะของบุคลิกภาพของแต่ละคน ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาตนเอง สามารถ พัฒนาจากการเรียนรู้ทางสังคมไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี คนทั่วไปจะมีลักษณะร่วมที่เหมือนกันในฐานะเป็นมนุษย์ จะมีลักษณะ บางส่วนที่คล้ายกับทุกคนในสังคม ในขณะเดียวกันก็จะมีคุณ-สมบัติที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
        ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตคนเราก็จะมีความคิดที่แตกต่าง กันภายใต้สถานการณ์ที่แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ และการพัฒนา ความคิดของบุคคลก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ความเป็นอิสระ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความขยันหมั่นเพียร ความตั้งใจ เข้าใจ และรู้จักตนเอง

คนเราต้องอยู่รวมกันในสังคม ต้องอาศัย แบ่งปัน พึ่งพา อาศัยซึ่งกันและกัน โดยความแตกต่างที่น่ากลัวมากที่สุด คือความแตกต่างทางความคิด เพราะทุกคนต่างมีความคิด มีความ อิสระในการคิด และความคิดก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของ แต่ละคน ซึ่งไม่มีใครรู้ใจเราดีเท่ากับตัวเราเอง แต่ก็มีหลายๆครั้งที่หลายๆ คนอาจไม่รู้ใจตัวเองในบางช่วงเวลา มันจึงเป็นเรื่อง ยากที่เราจะสามารถรู้ใจคนอื่นได้

       คนเราสร้างความแตกต่างทางความคิดให้คนอื่นรับรู้ได้ ด้วยการแสดงออกทางกายและวาจา หรือสรุปได้ว่า การแสดง-ออกที่คนอื่นสามารถมองเห็นหรือรับรู้ได้ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความคิดที่เกิดขึ้นในใจของบุคคล และบ่อยครั้งที่ความคิดกับการแสดงออกไม่ตรงกัน หรือปากกับใจไม่ตรงกัน เราอาจทำให้ คนอื่นพึงพอใจ ชื่นชอบ ประทับใจ ทั้งๆ ที่ในใจเราอาจไม่พอใจ ไม่ชื่นชอบ ไม่ประทับใจ แต่อาจต้องแสดงออกไปเพราะด้วยเหตุผลนานาประการ สิ่งที่เราเห็น เราสัมผัส หรือเราได้ยิน มันอาจจะไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของคนคนนั้นก็ได้ ดังนั้น “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น อย่าท้อถ้าไม่ได้ลงมือทำอย่างเต็มที่ จงเชื่อ และศรัทธาในความสามารถของตนเอง หากมัวแต่คิดว่าเราทำ ไม่ได้ เราก็ไม่มีวันทำได้”

       การคิดต่างมุม หรือคิดแปลกจากบุคคลอื่น ไม่ใช่เป็นความคิดที่สร้างความแตกแยกหรือความขัดแย้ง แต่เป็นอีกมุมมองที่สะท้อนถึงความพอดีที่เติมเต็มให้กันและกัน ให้สังคม ได้มีการพัฒนาและคนในสังคมได้มีการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข “เมื่อเรามองในมุมที่ต่างกัน ภาพที่เราเห็นย่อมจะไม่เหมือนกัน เหมือนกับที่บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด อาจจะ เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเลยกับคนอีกคนหนึ่งก็ได้ เราจึง ไม่ควรนำความรู้สึกของเราไปตัดสินใคร”

        การคิดต่างของคนเรา ต้องเริ่มที่รู้จักคิดในสิ่งที่ถูกต้อง เชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง “ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็จะมีคนคอย ติเตียนวิจารณ์เสมอ ดังนั้น หากเรารู้ว่าทำในสิ่งที่ถูก...ก็ทำไปเถอะ” คนเราต้องรู้จักการสร้างกำลังใจให้กับตนเองและคนรอบข้าง ไม่ใช่รอรับแต่กำลังใจจากคนอื่น เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่คนเราประสบมากที่สุด คือปัญหาที่เกิดจากตัวเราเอง หลวงวิจิตรวาทการ เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่จะขัดขวางความเจริญของคนเท่ากับความไม่ไว้วางใจตัว เอง”

         คนบางคนเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักจะมองไปที่ผู้อื่น เห็นความ ผิด ความไม่ดีของผู้อื่น แต่แท้จริงแล้วบางครั้งปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น โดยตนเองเป็นต้นเหตุ การมองตนเองพิจารณาตนเองและปรับปรุงตนเอง หรือปรับความนึกคิด ความเข้าใจของตนเองเสียใหม่ ถือเป็นการคิดต่างที่ส่งผลต่อการพัฒนาตนเอง และ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข

ที่มา : สยามธุรกิจ
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413373220