วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ขยายความมงคล ๓๘ ข้อ ๒๑-๒๕



๒๑.  ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๒๑  ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายเป็นอุดมมงคล  ก็ความไม่ประมาทนั้น
ได้แก่  สติ  ความระลึกได้  คือระลึกอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย   ไม่ว่าจะเป็นกุศลทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ  สติ
จึงเหมือนหางเสือเรือ  ที่จะทำให้เรือแล่นฝ่าอันตราย  ตรงไปสู่จุดหมายในที่สุด  คำว่าธรรมทั้งหลาย  จึงได้แก่กุศล
ธรรมทั้งหลายตั้งแต่กุศลขั้นทาน  ขั้นศีล  ไปจนถึงขั้นภาวนา  ซึ่งล้วนอาศัยสติความไม่ประมาททั้งสิ้นจึงเกิดขึ้นได้ 
เหมือนพระจักขุบาล  เป็นผู้ไม่ประมาท  สมาทานเนสัชชิกธุดงค์  คือไม่นอนตลอด ๓ เดือน  จนเกิดโรคตา  หมอให้
ยาตามาหยอด  ท่านก็ไม่ยอมนอนหยอดยา  แต่ได้บำเพ็ญเพียรเจริญกัมมัฏฐานโดยไม่ย่อท้อ  พอถึงวันออกพรรษา 
ตาทั้ง  ๒ ข้างของท่านก็บอดพร้อมกับการบรรลุเป็นพระอรหันต์

    นี่ก็คือผลของความไม่ประมาท  ไม่ขาดสติในกุศลธรรมทั้งหลายนั่นเอง  ความไม่ประมาทในธรรม
ทั้งหลายจึงเป็นอุดมมงคล

๒๒.  ความเคารพ 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๒๒  ความเคารพเป็นอุดมมงคล  ความเคารพนั้นสามารถจะแสดงออกได้ทั้ง
ทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ  พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเคารพไว้ในที่ ๗ สถานคือ
    ๑.  เคารพในพระพุทธเจ้า
    ๒.  เคารพในพระธรรม
    ๓.  เคารพในพระสงฆ์
    ๔.  เคารพในสิกขา  คือในศีลสิกขา
    ๕.  เคารพในสมาธิ  คือเคารพในสมาธิภาวนา
    ๖.  เคารพในความไม่ประมาท  คือระลึกในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
    ๗.  เคารพในปฏิสันถารการต้อนรับ  ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับด้วยอามิสมี  ข้าว  น้ำ เป็นต้นหรือต้อน
รับด้วยธรรมะ  มีการให้สติความไม่ประมาท  เป็นต้น

    ถ้าความเคารพทั้ง ๗ ประการนี้ยังดำรงอยู่ตราบใด  พระศาสนาก็ยังดำรงอยู่ไม่เสื่อมไปตราบนั้น  ผู้ที่
เคารพในฐานะทั้ง ๗ เหล่านี้  ชื่อว่าไม่เสื่อมจากสกุล ทั้งตั้งอยู่ใกล้นิพพานด้วย  ความเคารพจึงจัดเป็นอุดมมงคล
อีกประการหนึ่ง

๒๓.  การอ่อนน้อมถ่อมตน 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๒๓  การอ่อนน้อมถ่อมตน   ความประพฤติถ่อมตนเป็นอุดมมงคล   ความประ
พฤติถ่อมตนนั้นได้แก่ความไม่พองลม   คือไม่ยกตนข่มท่าน   ไม่ถือตัวว่ามีชาติตระกูลสูง   มีความรู้สูง   มียศสูง 
เป็นต้น  แล้วเหยียบย่ำดูถูกผู้ที่มีชาติตระกูลต่ำกว่า   มีความรู้น้อยกว่า   มียศต่ำกว่า  เป็นต้น   การยกตนข่มท่าน
จึงเป็นอกุศลประเภทมานะ  ทำให้เป็นคนกระด้างถือตัว  ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร  คนมีมานะจึงไม่น่ารัก  ขาดความ
อ่อนน้อม  เป็นที่รังเกียจของผู้คบหาในปัจจุบัน  และทำให้เกิดในตระกูลต่ำในภายหน้า  ทำให้พลาดจากคุณวิเศษ
ที่ควรจะได้   เหมือนดังครูสัญชัยเวลัฏฐบุตร   ที่เคยเป็นครูของท่านพระสารีบุตร  และท่านพระมหาโมคคัลลานะ 
ในสมัยที่ยังมิได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า  เดิมท่านทั้งสองบวชเป็นปริพาชกในสำนักของครูสัญชัย เรียนจนจบ
ความรู้ที่ครูสอนให้  เห็นว่ายังไม่ใช่ทางหลุดพ้น  จึงลาอาจารย์ไปแสวงหาทางหลุดพ้น ท่านพระสารีบุตรได้พบท่าน
พระอัสสชิอรหันตสาวก  ฟังธรรมของท่านแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน  เมื่อได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วก็นำธรรมะ
ที่ได้ฟังนั้นไปเล่าให้ท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นสหายฟัง ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
เช่นกัน  เมื่อท่านทั้งสองบรรลุธรรมแล้วก็ใคร่จะไปเฝ้าพระบรมศาสดา  ก่อนไปได้ชักชวนครูสัญชัยอาจารย์เก่าของ
ตนให้ไปด้วย  ครูสัญชัยทั้งๆ  รู้ว่าการไปเฝ้าพระบรมศาสดาเป็นการไปดีมีประโยชน์  แต่ด้วยมานะว่าตนเป็นครูมี
ลูกศิษย์ลูกหามาก  จะยอมตนเป็นศิษย์ของพระสมณโคดม  ซึ่งเด็กกว่าได้อย่างไร  จึงไม่ยอมไป เป็นเหตุให้พลาด
โอกาสคือมรรค  ผล  นิพพาน   ที่ควรจะได้   นี่คือโทษของมานะ   ความกระด้างถือตัว   ส่วนท่านพระสารีบุตรและ
พระมหาโมคคัลลานะ   เมื่อได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดาบวชแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์และได้เป็นพระอัครสาวกขวา
ซ้ายของพระศาสดาด้วย

    ความมีมานะจึงไม่ดีเลย  ส่วนความไม่มีมานะ  ประพฤติถ่อมตนเป็นอุดมมงคล

๒๔.  ความสันโดษ 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๒๔  ความสันโดษเป็นอุดมมงคล  ความสันโดษนั้นแปลว่าความยินดี  ซึ่งได้
แก่ความยินดี ๓ อย่างคือยินดีตามที่ได้มา ๑  ยินดีตามกำลัง ๑  ยินดีตามสมควร ๑  บุคคลที่ยินดีในฐานะทั้ง ๓ นี้
แล้วย่อมจะไม่โลภ  ไม่อยากได้  ไม่ต้องการเกินสมควร  การไม่รู้จักสันโดษจึงมีโทษ  ดังเรื่องของภิกษุณีรูปหนึ่ง
ในสมัยพุทธกาล

    ในกรุงสาวัตถี   อุบาสกเจ้าของไร่กระเทียมคนหนึ่งได้ปวารณาแก่สงฆ์ว่า   ผู้ใดต้องการกระเทียมก็
นิมนต์มาเอาไปได้   วันหนึ่งภิกษุณีชื่อถูลนันทาได้พาพวกภิกษุณีไปเก็บกระเทียมที่ไร่ของอุบาสกนั้นไปเป็นอัน
มาก   อุบาสกเห็นความโลภมากของพวกภิกษุณีก็ไม่พอใจกล่าวติเดียน   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจึงทรง
บัญญัติ  ห้ามฉันกระเทียม  รูปใดฉันเป็นอาบัติปาจิตตีย์

    นี่คือโทษของความไม่รู้จักพอ  เพราะขาดสันโดษนั่นเอง  สันโดษจึงเป็นอุดมมงคลอีกประการหนึ่ง

๒๕.  ความกตัญญู 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๒๕  ความกตัญญูเป็นอุดมมงคล  กตัญญูนั้นคือความเป็นผู้รู้คุณ  ที่ผู้อื่น
กระทำแล้วแก่ตน   เมื่อใครเขาทำคุณให้แก่เรา   ไม่ว่ามากหรือน้อย   ก็นึกถึงคุณของเขา   คิดจะตอบแทนคุณ
ของเขา  การตอบแทนคุณเรียกว่า  กตเวที   กตัญญูจึงมาคู่กับกตเวทีเสมอ   พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคลที่หาได้
ยาก  ๒  จำพวกคือ 
    บุพการี  ผู้ที่กระทำคุณแก่เราก่อนมีบิดามารดา  ครู  อาจารย์  เป็นต้น ๑ 
    กตัญญูกตเวที  ผู้ที่รู้คุณที่เขาทำแล้วแก่ตนและตอบแทนคุณผู้นั้น   มีการตอบแทนคุณ  มารดาบิดา
ครูอาจารย์  เป็นต้น ๑

    ก็มารดาบิดา  ท่านให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาก่อนใครๆ  ส่วนครูอาจารย์ก็ให้วิชาความรู้แก่เรารอง
มาจากบิดามารดา   ท่านเหล่านี้จึงเป็นผูทำคุณแก่เราก่อน  สมควรที่เราจะตอบแทนคุณท่านในเมื่อมีโอกาส 
การกระทำเช่นนี้ได้รับการยกย่องสรรเสริญในเวลามีชีวิตอยู่  กับเป็นเหตุให้เกิดในสุคติโลกสวรรค์เมื่อตายไป
แล้ว

    เรื่องราวของผู้ที่มีความกตัญญูนั้นมีมากทั้งในอดีตและปัจจุบัน   อย่างท่านพระอานนท์กตัญญูรู้คุณ
ของพระบรมศาสดา   ยอมเอาตนเข้าขวางช้างนาฬาคีรีที่พระเทวทัตปล่อยมา   หวังจะให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า 
แต่ด้วยอำนาจพระเมมตา   ช้างไม่อาจทำร้ายพระพุทธเจ้าได้   แม้ท่านสารีบุตรก็ได้รับยกย่องจากพระบรม
ศาสดาว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที  กล่าวคือท่านพระสารีบุตรเคยได้อาหารทัพพีหนึ่งจากราธะพราหมณ์ก็
ไม่ลืม   เมื่อราธะพราหมณ์ต้องการจะบวชเมื่อแก่  พระสงฆ์ไม่ยอมบวชให้  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า 
ใครรู้จักพราหมณ์ผู้นี้บ้าง  ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า  ท่านรู้จัก  เพราะเคยถวายอาหารแก่ท่าน  ๑  ทัพพี 
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรับสั่งให้  ท่านพระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์บวชให้   ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาเป็นภิกษุ
ในพระศาสนา

    ความกตัญญูรู้คุณท่าน   จึงเป็นเหตุให้ได้รับความสุข   ความเจริญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า   ความ
กตัญญู  จึงจัดเป็นอุดมมงคลอีกประการหนึ่ง

http://www.96rangjai.com/merit/sacredlife.html#28 

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ขยายความมงคล ๓๘ ข้อ ข้อ ๑๖-๒๐



๑๖.  การประพฤติธรรม 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๑๖  การประพฤติธรรม  เป็นอุดมมงคล  การประพฤติธรรมคือ  การประพฤติ
ดีประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ  อันได้แก่ประพฤติอยู่ในกุศลกรรมบถ  ๑๐  ประการหรือสุจริตกรรม  ๑๐  ประการ คือ
    ๑.  งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ทั้งด้วยตนเองและใช้ผู้อื่นฆ่า
    ๒.  งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่อนุญาต
    ๓.  งดเว้นจากการประพฤติประเวณี
    ๔.  งดเว้นจากการพูดเท็จ
    ๕.  งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
    ๖.  งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
    ๗.  งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ
    ๘.  ไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตน
    ๙.  ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น
    ๑๐.  มีความเห็นถูกตรง  ไม่เห็นผิดเป็นมิจฉาทิฎฐิ   คือมีความเห็นว่ามารดาบิดามีคุณ นรกสวรรค์มี
จริง เป็นต้น

    การประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้  จัดเป็นอุดมมงคลเพราะเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุฌาน  มรรค
ผล  นิพพานในชาตินี้หรือชาติหน้า   เป็นปัจจัยให้เกิดแต่ในสุคติโลกสวรรค์เท่านั้น   หากยังไม่ปรินิพพานไปเสีย
ก่อน
    ด้วยเหตุนี้การประพฤติธรรมจึงเป็นอุดมมงคล

๑๗.  การสงเคราะห์ญาติ 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๑๗  การสงเคราะห์ญาติ  เป็นอุดมมงคล  ญาติคือผู้ที่เกี่ยวข้องผูกพันกับเราทาง
มารดาบิดา  เมื่อเวลามีทุกข์เดือดร้อน  เราสามารถจะสงเคราะห์เขาด้วยอามิสมีข้าวของ เงินทอง เสื้อผ้า เครื่อง
ใช้ต่างๆ  เป็นต้น  หรือสงเคราะห์ด้วยธรรม  ให้เขาเชื่อกรรมและผลของกรรม  หรือแนะนำให้เขาได้บำเพ็ญกุศล
คือทาน  ศีล  ภาวนา  ฟังพระธรรมเทศนา  อันจะทำให้เขาเข้าใจความเป็นไปของชีวิตว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็น
ของตนเอง  เขาทำกรรมมาอย่างใด  ย่อมได้รับผลอย่าวนั้นอันจะช่วยให้เขาบรรเทาความทุกข์โศกลงได้บ้าง
    การสงเคราะห์ญาติจึงเป็นอุดมมงคล

๑๘.  การงานที่ไม่มีโทษ 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๑๘  การงานไม่มีโทษเป็นอุดมมงคล  กุศลทั้งหมดที่เป็นไปทางกาย  ไม่ว่าจะ
เป็น  การให้ทาน   รักษาศีล   การช่วยกิจการงานของผู้อื่น   การปลูกป่า   การสร้างสะพาน   การสร้างวัดวาอาราม 
เป็นต้น  ชื่อว่าการงานไม่มีโทษทั้งสิ้นจัดเป็นอุดมมงคล  เพราะเป็นเหตุให้ถึงสุคติโลกสวรรค์  ตลอดจนเป็นปัจจัย
แก่มรรค  ผล  นิพพานด้วย  เหมือนอย่างบุรุษเข็ญใจคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง

    ในอดีตกาลนานมาแล้ว  บุรุษเข็ญใจคนหนึ่งอาศัยอยู่กับอุปัฏฐากผู้เที่ยวป่าวประกาศให้คนทำบุญ  บุรุษ
นั้นเลื่อมใสในการกระทำนั้น   จึงเที่ยวป่าวประกาศให้คนทั้งหลายมาทำบุญ    พระราชาทอดพระเนตรเห็นคนมา
ทำบุญกันมาก  จึงตรัสถามราชบุรุษ  ราชบุรุษกราบทูลให้ทราบว่ามีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่งได้ไปเที่ยวป่าวร้องชักชวน
ให้คนมาทำบุญ   พระราขาทรงเลื่อมใสประทานรางวัลให้เขา   เขาก็เที่ยวป่าวร้องไปทั่ว   คนทั้งหลายก็มาทำบุญ
มากกว่าเดิม   พระราชาจึงประทานช้างแก่เขา   เขาก็ขี่ช้างป่าวร้อง   ให้คนมาทำบุญ  ด้วยอานุภาพของการเที่ยว
ป่าวร้องให้คนมาทำบุญนี้เอง   ปากของเขาจึงมีกลิ่นหอมดังดอกอุบล   ตายไปได้บังเกิดในวิมานทองชั้นดาวดึงส์
เสวยสุขอันเป็นทิพย์   มาในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรานี้   เขามาเกิดเป็นอำมาตย์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล 
ชื่อว่า  สันตติมหาอำมาตย์  ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระโลกนาถ  บรมศาสดาแล้วก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

    การทำการงานอันไม่มีโทษ  มีการป่าวร้องให้คนทั้งหลายมาทำบุญก็ยังมีอานิสงส์ใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ 
ด้วยเหตุนี้การทำการงานอันไม่มีโทษจึงเป็นอุดมมงคลอย่างนี้

๑๙.  การงดเว้นจากบาป 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๑๙  การงดเว้นจากบาปเป็นอุดมมงคล  คำว่าบาป  ได้แก่อกุศลทุจริตทุกอย่าง
ที่ให้ผลเป็นทุกข์  มีการฆ่าสัตว์  เป็นต้น  บุคคลที่เห็นโทษของบาป  ไม่ยินดีในบาป  ย่อมจะละอาย และเกรงกลัว
บาป   ไม่กล้าทำบาป   เพราะเกรงผลของบาปที่จะติดตามมา  มีการถูกนินทา   เป็นต้นในปัจจุบัน  มีการเกิดใน
อบายเป็นสัตว์นรก   เป็นเปรต   เป็นอสุรกาย   เป็นสัตว์เดรัจฉานในอนาคต   เมื่อละอายบาปและเกรงกลัวบาปก็
ย่อมงดเว้นจากบาป  ทำแต่บุญคือสุจริตกรรม  มีการงดเว้นจากฆ่าสัตว์  เป็นต้น

    การงดเว้นจากบาปนี้  จะงดเว้นด้วยการสมาทาน   มีการสมาทานศีล ๕  ศีล ๘  ศีลอุโบสถจากพระ
ท่านก็ได้   หรือตั้งใจงดเว้นด้วยตนเองก็ได้   ซึ่งเมื่อมีเหตุที่จะทำให้ล่วงละเมิดศีลเกิดขึ้น   ก็เกิดความละอาย 
งดเว้นเสียได้   ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระโสดาบัน เป็นต้น  ท่านงดเว้นจากบาปอันเป็นเวรภัย ๕ ประการ 
มีการฆ่าสัตว์เป็นต้นได้โดยเด็ดขาด  เป็นสมุจเฉทวิรัติโดยไม่ต้องสมาทาน  ด้วยอำนาจอริยมรรคที่ท่านได้

    การงดเว้นจากบาปจึงเป็นเหตุให้เกิดความสุขความเจริญทั้งโลกนี้และโลกหน้า  เป็นเหตุให้ละเวรภัย
ทั้งปวง  และเป็นเหตุให้บรรลุคุณวิเศษมีมรรค  ผล  นิพพานได้ด้วย  ดังเรื่องของอุบาสกคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง

    เล่ากันมาว่าอุบาสกคนหนึ่งอยู่ในบ้านทันตคาม  ใกล้ภูเขาได้สมาทานศีล   จากพระปิงคลพุทธรักขิต 
ที่อยู่ในอัมพริยวิหาร   ครั้นสมาทานศีลแล้วก็ไปไถนา   ไถนาแล้วก็ปล่อยโคไปกินหญ้า  โคเที่ยวไปกินหญ้าแล้ว
หายไป   อุบาสกนั้นเที่ยวตามหาโคขึ้นไปบนภูเขา  ถูกงูเหลือมตัวใหญ่เลื้อยมารัดเขาไว้เพื่อกินเป็นอาหาร  เขา
มีมีดเล่มหนึ่งอยู่ในมือ  คิดจะฟันงูนั้นให้ตายแต่ก็กลัวศีลจะขาด  เมื่องูนั้นรัดแน่นเข้าๆ  เขาจึงคิดว่าถ้าเขาฆ่างู 
งูก็ตาย   ศีลเราก็ขาด  อย่ากระนั้นเลยเรายอมตายแต่ไม่ยอมศีลขาด  คิดแล้วก็ขว้างมีดทิ้งไป  ตั้งจิตคิดถึงศีลที่
ตนรักษาเป็นอารมณ์   ด้วยอานุภาพแห่งศีลที่ตนรักษาดีแล้ว   บันดาลให้กายของอุบาสกนั้นร้อนดังไฟ   งูนั้นทน
ความร้อนไม่ได้ก็คลายตัวจากอุบาสกนั้นเลื้อยเข้าไปในป่า  อุบาสกนั้นก็รอดชีวิตกลับมาด้วยอานิสงส์ที่ศีลบริสุทธิ์
ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาศีลไว้   เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์แล้วจึงควรรักษาศีลให้บริสุทธิ์   เพราะศีล
ที่รักษาดีแล้ว  เป็นปัจจัยให้ถึงสุคติและมรรค ผล นิพพาน

    ด้วยเหตุนี้การงดเว้นจากบาป  ด้วยการรักษาศีลเป็นต้น  จึงเป็นอุดมมงคล

๒๐.  การสำรวมจากน้ำเมา 
    ขยายความมงคลข้อที่ ๒๐  การสำรวมจากน้ำเมาเป็นอุดมมงคล   น้ำเมานั้นท่านหมายถึงสุราและ
เมรัย  เป็นต้น  เมรัยได้แก่น้ำเมาที่เกิดจากการหมักดอง  เช่น  เมรัยที่ได้จากการหมักดองดอกไม้  และผลไม้  เป็นต้น

    ในสมัยก่อน  ท่านบัญญัติน้ำเมาไว้เพียงสุราและเมรัยเท่านั้น  แต่ปัจจุบันของมึนเมาที่มีโทษร้ายแรง
กว่าสุราและเมรัยมีมาก  เช่น  ผงขาว  เฮโรอีน  ยาม้า เป็นต้น  ก็สงเคราะห์เข้าในน้ำเมาด้วย  เพราะเป็นเหตุที่
ตั้งแห่งความประมาท  ขาดสติ  เมื่อประมาทขาดสติ   ก็สามารถจะทำบาปกรรมทุกอย่างได้โดยปราศจากความ
ละอาย  แม้การฆ่ามารดาบิดาและบุตรภรรยาอันเป็นที่รัก  ดังเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง

    ในอดีตกาลนานมาแล้ว  พระราชาเมืองพาราณสีองค์หนึ่งเป็นคนไม่มีศีล  เสวยแต่สุราเมรัย  แกล้ม
กับเนื้อ   วันใดใม่มีเนื้อพระองค์จะไม่เสวยพระกระยาหารเลย   วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถไม่มีใครฆ่าเนื้อ   พ่อครัว
ร้อนใจที่ไม่มีเนื้อถวาย  จึงเข้าไปกราบทูลพระอัครมเหสีให้ทรงทราบ   พระนางจึงตรัสว่า  ถ้าเช่นนั้นเมื่อจะนำ
พระกระยาหารเข้าไปถวายเราจะพาพระโอรสเข้าไปเฝ้าก่อน  ด้วยว่าพระโอรสเป็นที่รักสนิทเสน่หาของพระราชา 
พ่อครัวก็ทำตาม   ครั้นถึงเวลาอาหาร  พระอัครมเหสีก็ทรงนำพระโอรสเข้าไปก่อน  ขณะนั้นพระราชากำลังทรง
เมาสุเรา  ทอดพระเนตรเห็นพระโอรสก็ทรงอุ้มขึ้นประทับบนพระเพลาเชยชมด้วยความรัก   ครั้นพ่อครัวนำพระ
กระยาหาร   จึงตรัสถามพ่อครัว  พ่อครัวกราบทูลว่า  วันนี้เป็นวันอุโบสถหาเนื้อไม่ได้  พระเจ้าข้า  พระราชาด้วย
ความเมา   จึงทรงจับพระโอรสหักคอโยนให้พ่อครัว  รับสั่งให้ไปแกงเนื้อมาถวาย   พ่อครัวก็เอาเนื้อพระโอรสไป
แกงมาถวายให้เสวย  ครั้นเสวยแล้วก็บรรทมหลับไปตลอดราตรี  รุ่งเช้าสร่างเมาทรงเรียกหาพระโอรส  พระอัคร
มเหสีทรงกรรแสงทูลว่า พระโอรสถูกพระองค์หักคอตายตั้งแต่เมื่อวานนี้  ประทานให้พ่อครัวไปแกงเนื้อ  พระราชา
ทรงสดับแล้วทรงปริเทวนาการรำพันถึงพระโอรส  เมื่อทรงคลายความโศกแล้วทรงอธิษฐานว่า  ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป 
พระองค์จะไม่เสวยน้ำจัณฑ์อีก

    นี่ก็คือโทษของการดื่มน้ำเมา  เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า  การสำรวม (คืองดเว้น)  จากการดื่มน้ำเมา  จึงเป็นอุดมมงคล

http://www.96rangjai.com/merit/sacredlife.html#28